banner

News & Event

'เซ็ปเป้' มั่นใจปีนี้เติบโต 15% รับแนวโน้มตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวที่ดี
SAPPE  ตั้งเป้าปี 59 เติบโต 15%  จากสัญญาณแนวโน้มตลาดฟื้นตัวดีขึ้น โดยมียอดขายในไตรมาส 4 เท่ากับ 672 ล้านบาท เติบโต 6% เมื่อเทียบกับ 634 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า  ซึ่งเป็นการเติบโตจากตลาดทั้งใน-ต่างประเทศ ในขณะที่กำไรสุทธิไตรมาส 4 เท่ากับ 36.70 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับ 30.53 ลบ. ในปีก่อนหน้า

นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่าจะทำรายได้เติบโต 15% เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในปี 2558 หลังภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 มีสัญญาณการปรับตัวที่ดีขึ้น สำหรับตลาดต่างประเทศมาจากการฟื้นตัวของตลาดอินโดนีเซียหลังจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศอินโดนีเซียปรับตัวดีขึ้น และการกระจายสินค้าเข้าสู่ช่องทางการจัดจำหน่ายร้านค้าต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดในประเทศจีนคาดว่าจะสามารถเจรจากับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายได้เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพื้นที่การกระจายสินค้าให้ครอบคลุมตามหัวเมืองใหญ่ของประเทศจีนมากขึ้นตามแผนงานที่วางไว้ ส่วนประเทศอื่นๆนอกเหนือจาก 2 ประเทศดังกล่าว ก็มีการเติบโตที่ดีเช่นกัน

ขณะที่ตลาดในประเทศนั้น ทั้ง 3 แบรนด์หลักประสบความสำเร็จจากกิจกรรมทางการตลาดในปีที่ผ่านมา โดยสามารถขึ้นครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 3 แบรนด์หลัก ส่งผลให้ยอดขายรวมภายในประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดสำหรับทั้ง 3 ไตรมาสล่าสุด ทั้งนี้ SAPPE ประสบความสำเร็จในการออกสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ ‘บิวติ ดริ้งค์’ โดยเพิ่มคุณประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่มีรสชาติอร่อย หวานธรรมชาติโดยไม่เติมน้ำตาลและแคลลอรี่ต่ำ สอดคล้องกับกระแสรักสุขภาพของผู้หญิงในปัจจุบันส่งผลให้สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาด 33% ในกลุ่มเครื่องดื่มฟังชั่นนอลดริ้งก์ได้ในปีที่ผ่านมา

สำหรับสินค้ากลุ่มแบรนด์ Sappe Aloe Vera ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมว่านหางจระเข้ มีส่วนแบ่งทางการตลาด 51%  นอกจากนี้แบรนด์ เพรียว คอฟฟี่ ยังมีสัดส่วนทางการตลาดดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 27% ในสิ้นปีที่ผ่านมาเช่นกัน

ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2558 (มกราคม – ธันวาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,625 ล้านบาท  ลดลงเล็กน้อย 8.1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 2,858 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 301 ล้านบาท ลดลง 16.7%% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับ 361 ลบ. เนื่องมาจากปัจจัยการชะลอตัวของประเทศอินโดนีเซียและจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลัก