banner

News & Event

บมจ. ทีพีบีไอ เคาะราคาขาย IPO หุ้นละ 10.80 บาท นักลงทุนสถาบันแสดงความต้องการซื้อล้น 32 เท่า
บมจ. ทีพีบีไอ เคาะราคา IPO หุ้นละ 10.80 บาท หลังสำรวจความต้องการซื้อ (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน พร้อมเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 24 มี.ค.นี้ โดยเซ็นสัญญาแต่งตั้ง บล. ทิสโก้ เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับที่ดี ขณะที่ผู้บริหารทีพีบีไอ ชูนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการผลิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ระดับโลก พร้อมร่วมมือพันธมิตรต่างชาติเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อสิ่งแวดล้อม ตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI ได้จัดพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รวมทั้งยังแต่งตั้งผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม 2 ราย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย 3 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด

นายธนะชัย  บัณฑิตวรภูมิ หัวหน้าสายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจากที่ บล. ทิสโก้ ได้ทำการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยมีราคาเสนอขายที่ 10.50 - 10.80 บาทต่อหุ้น พบว่านักลงทุนสถาบันได้แสดงความต้องการซื้อที่ราคาสูงสุดหุ้นละ 10.80 บาท โดยมีความต้องการรวมคิดเป็น 32 เท่าของจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้แก่นักลงทุนสถาบัน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ บมจ. ทีพีบีไอ ที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่น ดังนั้น จึงกำหนดราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 10.80 บาท โดยจะเปิดให้นักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นในระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2559 และคาดว่าจะทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 24 มีนาคม 2559

สำหรับ บมจ. ทีพีบีไอ เป็นผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล โดยให้บริการตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ ผลิตและจัดหาผลิตภัณฑ์ การทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าห้างโมเดิร์นเทรดและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วโลก โดยมีกลุ่มสินค้า ได้แก่ หมวดถุงพลาสติกประเภทหูหิ้วที่บรรจุสิ่งของอุปโภคและบริโภคในการจับจ่ายใช้สอยในห้างโมเดิร์นเทรดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ถุงขยะที่ใช้ในครัวเรือนทั้งแบบชนิดม้วนและแบบพับ รวมถึงถุงพลาสติกชีวภาพที่วางจำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ของลูกค้า

หมวดฟิล์มประเภท Multilayer Blown Film ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ซึ่งแบ่งตามลักษณะการใช้งาน ได้แก่ ฟิล์มลามิเนตและฟิล์มแบริเออร์เหมาะสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอาหารสดและอาหารสำเร็จรูป ฟิล์มหุ้มเพื่อป้องกันฝุ่นและไอน้ำนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ ส่วนฟิล์มหดใช้ห่อรัดในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่มแบบขวด ขณะที่หมวดบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนสำหรับสินค้าบริโภคและอุปโภคเพื่อใช้ถนอมและยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งสำเร็จรูปและถุงบรรจุขนมประเภทต่าง ๆ

นอกจากนี้ยังมีหมวดบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจากการฝังกลบ ซึ่งมีทั้งชนิดที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ถุงพลาสติกหูหิ้วและถุงขยะชีวภาพ และถ้วยกระดาษเคลือบพลาสติกชีวภาพอีกด้วย

“เรามั่นใจว่าด้วยพื้นฐานของ บมจ. ทีพีบีไอ ที่อาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาบริหารจัดการด้านการผลิตรวมถึงมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตพลาสติกรีไซเคิล เพื่อนำมาใช้พัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีรูปแบบหลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าจากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถรองรับเทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” นายธนะชัย กล่าว

สำหรับ บมจ. ทีพีบีไอ ได้เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 100 ล้านหุ้นหรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด ทั้งนี้ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัทฯ จะมีทุนที่ออกจำหน่ายและเรียกชำระแล้วทั้งหมด 400 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็น 400 ล้านหุ้น โดยจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ไปขยายกำลังการผลิต เป็นเงินทุนหมุนเวียนกิจการและใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร (Total Solution Provider)

นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ทีพีบีไอ กล่าวว่า บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นที่ผลิตจากโรงงานต้องผ่านการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพเพื่อได้มาตรฐานตรงตามความต้องการและเป็นที่ยอมรับของลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรทั้งจากไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่การดำเนินธุรกิจ เช่น ร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่นจัดตั้ง บริษัท ทีเอเค แพ็คเกจจิ้ง จำกัด เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค และร่วมทุนกับบริษัท มินิมา เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพในประเทศไต้หวัน จัดตั้งบริษัท มินิมา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายเม็ดพลาสติกชีวภาพ รวมถึงเข้าถือหุ้นในบริษัท ทีเอ็มพี แพคเกจจิ้ง จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายถ้วยกระดาษและยังได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรชาวเยอรมันเพื่อจัดตั้ง บริษัท ไทยเยอรมันรีไซเคิลเทคโนโลยี จำกัด เพื่อผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากเศษพลาสติกที่ผ่านการใช้งานจากผู้บริโภคอีกด้วย จึงทำให้กลุ่ม บมจ.ทีบีพีไอ สามารถให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์แก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจร

โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ยังเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรรายใหญ่ในประเทศไทย มีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 64,920 ตันต่อปี จากฐานการผลิต 2 แห่ง ได้แก่ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงพลาสติกหูหิ้ว ถุงขยะและฟิล์มที่ลักษณะงานมีรายละเอียดสูงและมีปริมาณงานไม่มากนัก มีกำลังการผลิตต่อปี 12,840 ตันและโรงงานที่จังหวัดระยอง เน้นรับงานผลิตสินค้าจำนวนมาก (Mass Production) เพื่อส่งให้กับลูกค้ารายใหญ่ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศอียู ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและไทย โดยมีกำลังการผลิต 52,080 ตันต่อปี

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม กำลังการผลิตประมาณ 96 ล้านเมตรพิมพ์ต่อปีหรือประมาณ 192 ล้านซองต่อปีอีกด้วย

ส่วนผลประกอบการปี 2558 (มกราคม-ธันวาคม) บริษัทฯ มีรายได้รวม 4,805.65 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิ 380.22 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 249.85 ล้านบาท จากปัจจัยการบริหารจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับบริษัทฯ มีการใช้เม็ดพลาสติกคอมพาวด์ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลที่บริษัทฯ สามารถผลิตได้เองจากเศษพลาสติก ซึ่งต้นทุนถูกกว่าการซื้อจากภายนอก ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและความสามารถการทำกำไรดีขึ้น

“เรามีศักยภาพเป็นผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลก ด้วยแนวคิดให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Products เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้บริษัทฯ ทั้งรายได้และกำไรที่โดดเด่นในอนาคตและร่วมเติบโตไปกับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้นและสังคมอย่างยั่งยืน” นายสมศักดิ์ กล่าว